ตอนที่ 1 ประวัติของกาแฟ และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกาแฟ

ประวัติของกาแฟ กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในวัฒนธรรมปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่ามีร้านกาแฟเกิดขึ้นทุกหัวมุมถนน  มีทั้งรายใหญ่ระดับนานาชาติ และแม่ค้าเล็กๆระดับรากหญ้าก็สามารถเปิดร้านกาแฟได้ และยังเป็นสมัยนิยมและความฝันของเด็กยุคใหม่ที่จะมีร้านกาแฟสวยๆดีๆสักหนึ่งร้าน เอาไว้นั่งสังสรรค์กับเพื่อนๆ ก่อนจะไปดื่มกาแฟและเปิดร้านขายการแฟ มาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกาแฟกันเสียหน่อยเป็นไรไป เริ่มต้นด้วย บทที่ 1 ประวัติของกาแฟ และความรู้เบื้องต้น บทความเกี่ยวกับกาแฟนี้เราจะเขียนเป็นตอนๆไปเอาตั้งแต่เบื้องต้นไปเรื่อยๆ กรุณาติดตามไปเรื่อยๆนะครับ

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกาแฟ

กาแฟ เชื่อว่าคนส่วนมากเคยเห็นเมล็ดกาแฟเฉพาะที่มันคั่วเสร็จแล้ว แต่บางคนแม้ต้นกาแฟก็ยังไม่เคยเห็น บางทีบาริสต้าที่ชงกาแฟให้เราดื่มก็ยังไม่เคยเห็นเลย ไม่เป็นไรเรามาเรียนรู้กันว่ากาแฟมันมีลักษณะอย่างไร

กาแฟ ผลิตมาจากผลกาแฟที่เรียกกันว่า เชอร์รี่คอฟฟี (Cherry Coffee) ในผลของการแฟดิบเมื่อสีหรือกระเทาะเปลือกมักมีเมล็ดกาแฟอยู่ 2 เมล็ด หรือ 2 ซีก เรียกว่า คอฟฟีบีน Coffee Bean อันเนื่องมันมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว กาแฟที่ยังไม่คั่วเรียกว่า กรีนบีน Green Bean เมื่อนำมาคั่วแล้วจึงเรียกว่า Roasted Coffee Bean ซึ่งเรื่องการคั่วกาแฟจะนำมาเขียนในบทต่อๆไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกาแฟ Botanical classification

การแฟมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Coffea เป็นไม้พุ่มเขตร้อนขนาดกลาง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีมากมายหลายสายพันธุ์โดยไม้พุ่มเขตร้อนกว่า 500 สกุล 6,000 กว่าสปีชีย์ เป็นกาแฟเสีย 25 ถึง 100 สปีชีย์ มีการบรรยายลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกาแฟไว้ครั้งแรกตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 18 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน Carolus Linneaus และยังบรรยายลักษณะทางพฤษศาสตร์ของกาแฟอาราบีก้าในสายพันธุ์ Plantarum ในปี ค.ศ. 1753 นับตั้งแต่มีการบรรยายลักษณะสายพันธุ์ที่แน่นอนของการกาแฟ นักพฤกษศาสตร์ต่างๆก็ได้โต้แย้งเรื่อยๆมา ด้วยเหตุผลที่ว่ากาแฟมีลักษณะหลากหลายแตกต่าง โดยมีลักษณะตั้งแต่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กไปจนเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงถึง 9 เมตรเลยทีเดียว มีใบขนาดตั้งแต่ 1 นิ้วไปจนถึง 16 นิ้ว มีใบสีม่วง สีเหลือง ไปจนถึงเขียวเข้ม

ผลกาแฟ
ผลกาแฟสุก Photo by Daniel Reche from Pexels

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยทั่วไปของกาแฟ

  • ลำต้นกาแฟ มีลักษณะตรงโดยเริ่มแรกของการเติบโดต้นกาแฟจะไม่มีการแตกกิ่ง แต่จะมีใบแตกออกมาตรงข้ออยู่ตรงข้ามกันเป็นคู่ ต่อมาจึงมีการแตกกิ่งออกมาจากลำต้นในลักษณะขนานกับพื้นดินหรือห้อยต่ำลงดิน ในบริเวณกิ่งนี้เองจะเป็นที่ออกดอกและติดผลของกาแฟ กาแฟจะแตกกิ่งออกมาเรื่อยๆทำให้เกิดพุ่มที่หนาทึบอันเป็นที่มาของโรคและแมลงทำให้ผลผลิตตกต่ำดังนั้นเมื่อมีการแตกกิ่งออกมามากเกษตรกรจะต้องตัดแต่งกิ่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตและเก็บเกี่ยวง่าย
  • ดอกกาแฟ มีลักษณะคล้ายดอกมะลิป่า มีกลิ่นหอม มีรูปคล้ายดาว มีก้านสั้น ดอกกาแฟส่วนมากจะออกตามข้อของกิ่งกาแฟ  ดอกกาแฟเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้ง เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียรวมอยู่ในดอกเดียวกัน เกสรตัวเมียจะมีอยู่ในดอกเดียวกัน เกสรตัวเมียจะมีอยู่สองส่วน เกสรตัวเมียจะมีอยู่สองส่วน เกสรตัวผู้มีอยู่จำนวนเท่ากับกลีบดอกคือประมาณ2-4อัน
  • ผลกาแฟ เกิดมาจากดอกของกาแฟ แต่ที่เราเห็นดอกกาแฟมีมากๆก็ไม่ใช่ทุกดอกจะติดเป็นผลกาแฟ โดยมากก็จะมีปริมาณ 15-25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะติดเป็นผลกาแฟ ลักษณะของผลกาแฟมันจะคล้ายลูกหว้า เนื้อกาแฟเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวานเล็กน้อยมีลักษณะเป็นยางเหนียวๆ เปลือกนอกเมื่อสุกจะมีสีส้มแดง แดงเข้ม หรือเหลือง แล้วแต่พันธุ์ ในผลหนึ่งๆ จะมีเมล็ดจำนวน 2 เมล็ด ยกเว้นบางผลอาจมีเมล็ดเดียว หรือใหญ่ 1 เมล็ด เล็ก 1 เมล็ด เนื่องจากการล้มเหลวในการผสมเกสรหรือแท้ง
  • เมล็ดกาแฟ มีลักษณะโค้งด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเรียบและมีร่องตรงกลาง โดย 1 ผลจะมีเมล็ดกาแฟ 2 เมล็ด ซึ่งอยู่ในลักษณะเอาด้านเรียบประกบกันเป็นรูปลักษณะเรียวยาวรูปไข่ยาวประมาณ 8 -12 มิลลิเมตร เมล็ดมีเยื่อบางๆ สีเงินหุ้มอยู่ และอยู่ภายในเปลือกหุ้มที่เรียกว่ากะลา (Parchment) เมล็ดที่มีเปลือกหุ้มอยู่นี้เรียกว่า กาแฟกะลา (Parchment Coffee) เมื่อกะเทาะกะลานี้ออกจะเหลือเมล็ดเรียกว่า สารกาแฟ (Green coffee) ซึ่งเมื่อสดมีสีขาว เมื่อแห้งจะมีสีเขียวอ่อน จึงเรียกว่า กรีนคอฟฟี่ เมื่อเก็บไว้นานๆ จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ
  • เมล็ดกาแฟกลายพันธุ์ ในจำนวนผลกาแฟทั้งหมดมีปริมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นกาแฟเมล็ดเดี่ยวซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ทางธรรมชาติ เรียกว่า peaberry บางคนเชื่อว่า peaberries มีความหวาน และมีรสชาติที่ดีกว่าเมล็ดกาแฟปกติ ดังนั้นบางครั้งพวกมันก็จะถูกคัดแยกออกเพื่อขายพิเศษ

กาแฟที่ปลูกเชิงพานิชย์

กาแฟในโลกนี้มีหลากหลายสายพันธุ์แต่ที่นิยมปลูกกันในเชิงพานิชย์มีเพียงสองชนิดเท่านั้นคืออาราบิก้าและโรบัสต้า

  • กาแฟอาราบิก้า Coffea Arabica – C. Arabica 

มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น : Bourbon, Typica, Caturra, Mundo Novo, Tico, San Ramon, จาเมกา Blue Mountain เป็นกาแฟที่สืบเชื้อสายมาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่ถูกค้นพบในเอธิโอเปีย เป็นพันธุ์ที่มีความนุ่มนวล และมีกลิ่นหอม เป็นกาแฟที่มีมากที่สุดในโลกคือโดยประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะของเม็ดกาแฟจะแบนและยาวกว่ากาแฟโรบัสต้า และมีคาเฟอีนต่ำกว่า

ในตลาดกาแฟ อาราบิก้า จะเป็นกาแฟที่มีราคาสูงที่สุด และกาแฟอาราบีก้าที่ดีเป็นอาราบีก้าที่ปลูกบนที่สูง โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 2,000 ถึง 6,000 ฟุต (610 ถึง 1830 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คืออุณหภูมิบริเวณที่ปลูกจะต้องไม่สูงหรือต่ำเกินไปอยู่ในช่วงประมาณ 15 – 23 องศาเซนเซียส และต้องการปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,500 มิลลิเมตรต่อปี

การปลูกและผลิตกาแฟอาราบีก้ามีต้นทุนสูงเพราะต้องปลูกบนพื้นที่ที่มีความสูง มีอุณหภูมิพอเหมาะ มีปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ นอกจากนี้แล้วกาแฟอาราบีก้ายังมีความทนทานต่อโรคต่ำจึงต้องการการเอาใจใส่อย่างสูง

  • กาแฟโรบัสต้า Coffea canephora – C. canephora var

กาแฟโรบัสต้าส่วนมากจะปลูกในตอนกลางและด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกา และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียตนาม และอินโดนีเซีย และในประเทศบราซิล ในปัจจุบันได้มีการผลิตกาแฟโรบัสต้าเพิ่มขึ้นแต่ก็เป็นเพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ของกาแฟทั้งโลก

กาแฟโรบัสต้าส่วนมากเอาไว้ใช้ผสมกับกาแฟอาราบีก้า และทำกาแฟพร้อมดื่ม เมล็ดกาแฟโรบัสต้าจะมีลักษณะค่อนข้างกลม และเล็กกว่ากาแฟอาราบีก้า ต้นกาแฟโรบัสต้ามีความทนทานและต้านทานต่อโรคสูง เพาะปลูกได้ง่ายมีการเจริญเติบโตดีในสภาพภูมิอากาศร้อน อุณหภูมิในช่วง 23-30 องศาเซนเซียส มีความต้องการน้ำฝนเฉลี่ยปริมาณ 1500 มิลลิเมตรต่อปีและไม่สามารถทนทานต่อน้ำค้างแข็งได้

กาแฟโรบัสต้าเมื่อเทียบกับอาราบีก้าแล้วมีรสชาติที่รุนแรงกว่าและมีคาเฟอีนสูงกว่าถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์

ประวัติของกาแฟ

ไม่มีความชัดเจนนักว่าการดื่มกาแฟเป็นมาเช่นไร และถูกค้นพบแบบใด มีเพียงตำนานหรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับกาแฟว่ามาจากเอธิโอเปีย ทวีปแอฟริกา

ตำนานของกาแฟในเอธิโอเปีย

มีเรื่องเล่าย้อนหลังสืบกลับหลายศตวรรษสู่ป่ากาแฟโบราณบนที่ราบสูงเอธิโอเปีย ตำนานกล่าวว่า Kaldi ผู้เลี้ยงแพะเป็นคนค้นพบศักยภาพของเครื่องดื่มที่ผู้คนนิยมกันในปัจจุบันเป็นคนแรก มีเรื่องเล่าว่า Kaldi ค้นพบด้วยการสังเกตุแพะของเขาที่เลี้ยงไว้ บางตัวมีอาการผิดปกติหลังจากได้กินผลเบอร์รี่ชนิดหนึ่ง (สมัยนั้นยังไม่มีชื่อว่ากาแฟ) พบว่าแพะตัวนั้นรู้สึกว่ามันคึกคักผิดปกติและไม่ยอมหลับยอมนอน

Koldi ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับหลวงพ่อซึ่งอยู่ที่โบสถ์แถบนั้น หลวงพ่อได้นำผลเบอร์รี่นี้ไปทำเครื่องดื่มและก็พบว่าตัวเองรู้สึกว่ามีความกระปี้กระเปล่าสามารถสวดอ้อนวอนพระเจ้าได้ยาวนานโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือง่วงนอน ดังนั้นหลวงพ่อจึงนำเรื่องเหล่านี้ไปบอกเล่าประสบการณ์ต่อบาทหลวงรูปอื่นๆ ทำให้สรรพคุณของผลไม้ชนิดนี้ขจรขจายไปทั่ว

เสียงเล่าลือกระจายออกไปทางด้านตะวันออก จนกระทั่งมาถึงคาบสมุทรอาหรับ ที่นี่เองเป็นจุดกระจายของกาแฟไปยังที่ต่างๆทั่วโลก

ความนิยมของกาแฟ ในคาบสมุทรอาหรับ

กาแฟได้เริ่มมีการเพาะปลูก ผลิต และค้า บนคาบสมุทรอาหรับ ในช่วงศตวรรษที่ 15  ได้เริ่มเพาะปลูกที่เขตเยเมน ในอาระเบีย และในศตวรรษที่ 15 ก็แพร่หลายไปใน เปอร์เซีย อียิปต์ ซีเรีย และตุรกี

ในคาบสมุทรอาระเบีย กาแฟไม่ได้แค่นิยมดื่มกันแต่ในบ้านเท่านั้น แต่ปรากฎว่ามีร้านกาแฟที่เปิดอยู่พื้นที่สาธารณะอย่างมากมาย ร้านกาแฟที่เรียกว่า qahveh khaneh ได้เริ่มขึ้นในเมืองต่างๆของตะวันออกใกล้  ร้านกาแฟเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากและมีผู้คนเดินทางแวะเวียนเข้ามาดื่มกาแฟในร้านทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข่าวสารทุกเรื่องราว

ไม่แค่เพียงแต่ดื่มกาแฟเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารกันเท่านั้น พวกเขายังดื่มกาแฟ เล่นหมากรุก ฟังเพลง ดูมหรสพ ไปด้วย ร้านกาแฟกลายเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่เรียกกันว่า  “โรงเรียนแห่งปรีชาญาณ”

เมื่อผู้แสวงบุญมากมายจากทั่วทุกมุมโลกได้มาแสวงบุญที่นครศักสิทธิ์เมกกะ ทำให้ได้รับรู้ถึงเครื่องดื่มกาแฟ ดังนั้น “ไวน์แห่งอารเบีย” จึงได้เริ่มต้นแพร่หลายออกไปยังส่วนต่างๆของโลก

กาแฟชนิดต่างๆ
เครื่องดื่มกาแฟชนิดต่างๆ Designed by rawpixel.com / Freepik

การแพร่หลายเข้าสู่ยุโรป

ในศตวรรษที่ 17 นักเดินทางชาวยุโรปได้เดินไปยังดินแดนตะวันออกใกล้ และได้นำเอาเรื่องราวของเครื่องดื่มสีดำเข้มกลับไปยังประเทศยุโรป และกลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมในยุโรปในเวลาต่อมา

ชาวยุโรปบางส่วนได้มีความสงสัยและหวาดกลัวต่อกาแฟถึงกับขนานนามของกาแฟว่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ของซาตาน  “bitter invention of Satan.”  นักบวชท้องถิ่นได้ประณามการเข้ามาของเครื่องกาแฟ ในเวนิส เมื่อปี ค.ศ 1615 และเกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นมา ความขัดแย้งก็เกิดรุนแรงขึ้น จนกระทั่งสมเด็จพระสันตะปาปา Clement VIII ตัดสินใจที่จะลองชิมเครื่องดื่มด้วยตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ หลังจากที่ทดลองชิมกาแฟแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปา ทรงพอพระทัยก็เลยตัดพระทัยให้ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ได้

แม้การดื่มกาแฟในยุโรปจะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน แต่ร้านกาแฟก็ยังเป็นที่นิยมและเป็นสถานที่ให้ผู้คนในสังคมติดต่อสื่อสารและแลกข้อมูลข่าวสารกัน เป็นกิจกรรมทางสังคมในตัวเมืองใหญ่ๆ เช่นในอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮอลแลนด์ โดยเฉพาะที่อังกฤษเรียกว่า มหาวิทยาลัยเพนนี เลยทีเดียว อันเนื่องมาเพราะว่าราคากาแฟในร้านกาแฟถ้วยละ 1 เพนนี

กาแฟเริ่มเข้ามามีบทบาทในอาหารเช้าของชาวยุโรป โดยทำการดื่มกาแฟแทนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์หรือเบียร์ ในเวลาเช้า ช่วงเริ่มต้นวันใหม่ ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว กระฉับกระเฉง และทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 มีร้านกาแฟกว่า 300 แห่งในลอนดอน หลายๆแห่งเป็นสถานที่ดึงดูด พ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจ นายหน้า ศิลปิน มากมาย ใช้เป็นที่พบปะเจรจาการค้า ธุรกิจจำนวนมากเติบโตจากร้านกาแฟเหล่านี้

เดินทางไปสู่โลกใหม่

กาแฟได้ถูกนำไปที่โลกใหม่ช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 โดยเริ่มที่เมือง  New Amsterdam ต่อมาได้ชื่อว่า New York โดยชาวอังกฤษ ในโลกใหม่นี้แม้ร้านกาแฟจะเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว แต่ชาก็ยังเป็นที่นิยมแพร่หลายกว่าจนมาถึงช่วงปี ค.ศ. 1773 เมื่อชาวอาณานิคมต่อต้านการขึ้นภาษีชาของพระเจ้าจอร์จที่สาม จนเกิดเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า Boston Tea Party ซึ่งทำให้รสนิยมการดื่มเครื่องดื่มของชาวอเมริกันได้เปลี่ยนไป

การปลูกกาแฟทั่วโลก

เพราะว่ากาแฟได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงมีการเริ่มปลูกกาแฟกันนอกคาบสมุทรอาระเบีย ในช่วงศตวรรษที่ 17 ชาวดัตช์ได้นำเอาต้นกล้ากาแฟเข้าไปปลูกในอิเดียแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่เขาก็ไม่ละความพยายามโดยมีการนำต้นกล้าเข้าไปปลูกที่ บัตตาเวีย เกาะชวา ประเทศอินโดนีเชีย ซึ่งประสบผลสำเร็จ ชาวดัตช์ก็ทำการค้าขายกาแฟที่ปลูกที่นั่นและยังขยายการปลูกไปยังเกาะสุมาตราและเซเลเบสอีกด้วย

การปลูกกาแฟที่ทวีปอเมริกา

ในปี ค.ศ. 1714 นายกเทศมนตรีแห่งเมืองอัมเสตอร์ดัมได้ของขวัญเป็นต้นกล้ากาแฟให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส พระองศ์ได้สั่งให้ปลูกไว้ที่สวนพฤกษศาสตร์ในกรุงปารีส ต่อมาในปี ค.ศ. 1723 ทหารเรือหนุ่มนามว่า Gabriel de Clieu ได้รับมอบต้นกล้ากาแฟจากกษัตริย์ นำต้นกล้ากาแฟเดินทางฝ่าอากาศที่โหดร้าย เสี่ยงภัยต่อการถูกโจมตี และโดนโจรสลัดจี้ปล้น ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังดินแดนใหม่ มาสู่เกาะมาร์ตีนิก ทางด้านตะวันออกของทะเลแคริบเบียน

การเพาะปลูกที่เกาะมาร์ตินีกไม่เพียงแต่งดงามเท่านั้น แต่ยังแพร่หลายแพร่หลายกลายเป็นอีก 18 ล้านต้นบนเกาะแห่งนี้ในเวลา 50 ปีต่อมา ที่น่าเหลือเชื่อไปกว่านั้นคือต้นกาแฟที่ว่านี้ยังเป็นต้นกำเนิดของกาแฟทั่วทั้งแคริบเบียน อเมริกาใต้ และอเมริกากลาง

กาแฟที่มีชื่อเสียงของบราซิลเกิดขึ้นมาจากการที่ จักรพรรดิ์ของโปรตุเกสได้ส่ง Francisco de Mello Palheta ไปยังเฟรนช์เกียนาเพื่อไปรับต้นกล้าพันธุ์กาแฟ แต่ชาวฝรั่งเศสที่นั่นไม่ปราถนาที่จะแบ่งปัน แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนรูปหล่อเป็นที่ถูกใจของภรรยาของข้าหลวงชาวฝรั่งเศสก่อนที่เขาจะเดินทางกลับภรรยาของข้าหลวงฝรั่งเศสได้มอบช่อดอกไม้ช่อใหญ่ให้เขาแต่ในนั้นยังซ่อนไปด้วยเมล็ดพันธุ์กาแฟ และเริ่มปลูกครั้งแรกที่บราซิลในรัฐ Pará นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมกาแฟที่ยิ่งใหญ่ของบราซิล

การเดินทางของเมล็ดพันธุ์กาแฟยังแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยการนำไปของนักเผยแพร่ศาสนา นักเดินทาง นักท่องเที่ยว พ่อค้า และทั้งพวกล่าอาณานิคม ทำให้การเพาะปลูกกาแฟมีเกิดขึ้นทั่วโลก ในเขตร้อนชื้น บนภูเขาสูง ซึ่งเป็นที่เหมาะสมและกาแฟก็เจริญเติบโตได้ดี บางพื้นก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เกิดเป็นอุตสหกรรมในประเทศใหม่ๆขึ้อนอย่างกว้างขวาง ในช่วง ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมากาแฟนับเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง และเป็นที่ต้องการของผู้คตรองมาจากน้ำมัน

Designed by Onlyyouqj / Freepik

 

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.