ตอนที่ 6 เอสเปรสโซ espresso เป็นยิ่งกว่าวิธีการชงกาแฟ

ในโลกของคนดื่มกาแฟทั่วๆไประดับชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆ เอสเปรสโซ espresso เป็นชื่อเมนูกาแฟเมนูหนึ่ง ซึ่งเข้มและขมมากกว่าปกติ แต่เอสเปรสโซไม่ได้เป็นเพียงแค่นั้น มันเป็นทั้งวิธีการชงกาแฟ การคั่ว การบดกาแฟ เมนูกาแฟ วัฒนธรรม บางทีก็เป็นชื่อร้านกาแฟ

นิยามของ เอสเปรสโซ espresso ทางเทคนิค

นิยามของเอสเปรสโซในทางเทคนิคเป็นอะไรที่น่าจะมีความคลุมเครือน้อยที่สุด เอสเปรสโซ เป็นกาแฟที่ชงจากเมล็ดกาแฟที่คั่วปานกลางถึงน้ำตาลเข้ม ด้วยการบังคับให้น้ำร้อนผ่านกาแฟบดละเอียดอัดแน่นที่ความดันประมาณ 9 บาร์ กาแฟที่ได้จะมีลักษณะเนื้อกาแฟที่หนัก กลิ่นหอม มีความขมปนหวาน โดยมากคนนิยมดื่มผสมกับนมอุ่นโดยตีฟองนมไว้ข้างบนของกาแฟ

เอสเปรสโซ ในนิยามของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

นับว่าเป็นอะไรที่คลุมเครือมากสำหรับวัฒนธรรมของเอสเปรสโซ การดื่มกาแฟแก้วเล็กๆที่มีเนื้อค่อนข้างหนัก เข้ม ขมออกหวาน และมีความหอม มันมีมาก่อนที่เครื่องชงเอสเปรสโซจะถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเสียอีก บางทีอาจจะต้องย้อนไปถึงร้านกาแฟร้านแรกที่กรุงไคโร ประเทศอิยิปต์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 เทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในวัฒนธรรมเอสเปรสโซ แม้ว่าการชงกาแฟในวัฒนธรรมอื่นๆก็ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับแต่งวิธีการชง แต่ก็ไม่เหมือนวัฒนธรรมเอสเปรสโซที่ชาวอิตาเลี่ยนผู้หลงไหลได้นำเทคโนโลยีมาใช้ คำว่า ” เอสเปรสโซ ” นั้นหมายถึงการปรับแต่งการชงกาแฟให้ได้รวดเร็วและต่อเนื่อง

เอสเปรสโซในแง่ของประวัติศาสตร์ รสชาติของมันทำให้นึกย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นในฐานะเครื่องดื่มสาธารณะในกรุงไคโร ประเทศอิยิปต์ แต่เมื่อมองในแง่วัฒนธรรมกาแฟของอิตาลีก็ให้นึกถึงในแง่การกลั่นกรองรสชาติของกาแฟผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ถ้ามองในวัฒนธรรมเอสเปรสโซของอเมริกันก็มีความหมายแฝงอีกอย่างหนึ่ง แทนที่จะเกี่ยวข้องกับความทันสมัยและวิถีชีวิตแบบเมืองที่ไม่หยุดนิ่งเอสเปรสโซในอเมริกาได้รับการระบุด้วยวัฒนธรรมทางเลือกที่หลากหลายตั้งแต่ประเพณีที่ชวนให้นึกถึงความคิดถึงแบบยุโรปไปจนถึงกบฎทางปัญญา

เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ

Food photo created by senivpetro – www.freepik.com

ประวัติศาสตร์ เอสเปรสโซ

ประวัติศาสตร์ของเครื่องชงกาแฟ ในปี ค.ศ. 1821 -1824 ในยุโรปได้มีการจดสิทธิบัตรเครื่องชงกาแฟแบบใช้แรงดันไอน้ำ และได้ถูกนำมาใช้ในเครื่องทำกาแฟขนาดใหญ่ โดย Edward Loysel de Santais ในปี ค.ศ. 1843 และได้นำมาใช้ในงาน ปารีส เอ็กซ์โป 1855 สามารถชงกาแฟได้ 2,000 ถ้วยต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตามเครื่องชงกาแฟของ Santais ก็เป็นเครื่องที่ชงกาแฟเป็นหม้อใหญ่และไม่ได้ใช้น้ำดันผ่านไปในชั้นกาแฟบดอัดอัดแน่น แต่เป็นการให้น้ำไหลผ่านกาแฟโดยใช้แรงโน้มถ่วงโดยไม่มีความดัน

เครื่องชงเอสเปรสโซเครื่องแรก ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20  Luigi Bezzera ชาวมิลานได้จดสิทธิบัตรเครื่องทำอาหารที่ใช้แรงดันของไอน้ำเพื่อบังคับให้น้ำร้อนผ่านกาแฟบดโดยตรง และเครือง Bezzera นี้ยังได้ประดิษฐ์ให้สามารถชงกาแฟสดลงถ้วยได้โดยตรงเลย เครือง Bezzera นี้ได้เป็นต้นแบบพื้นฐานของเครื่องชงเอสเปรสโซตลอดทั้งศตวรรษที่ 20 มาเลย เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซเหล่านี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยการลดขนาดตะแกรงกรองกาแฟลง เพิ่มจำนวนวาล์วขึ้นเพื่อให้สามารถชงได้ทีละหลายๆถ้วยพร้อมโดยไม่ต้องชงเป็นหม้อใหญ่ๆ  

เครื่องชงเอสเปรสโซแบบมือจับกดลูกสูบ ในปี ค.ศ. 1948 Achille Gaggia ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ของเครื่องชงเอสเปรสโซ ด้วยการออกแบบให้มีถังน้ำร้อนซ่อนอยู่ภายในตู้โลหะ วาล์วน้ำธรรมดาแบบสมัยก่อนถูกแทนที่ด้วยลูกสูบแบบสปริงเพื่อที่จะใช้ดันน้ำร้อนผ่านชั้นกาแฟบดอัดให้ได้หนักและเร็วขึ้น เครื่องนี้จะดันน้ำผ่านชั้นกาแฟบดอัดที่ความดันประมาณ 9 เท่าของความดันชั้นบรรยากาศปกติ (atm) ซึ่งเป็นความดันที่เหมาะสมที่สุดที่ใช้สำหรับชงเอสเปรสโซ

เอสเปรสโซยุคคอมพิวเตอร์ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เมื่อคันจับปั๊มซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพและเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟเอสเปรสโซเพื่อการบังคับให้น้ำร้อนผ่านกาแฟมีความสำคัญน้อยลงและอัตโนมัติมากขึ้น ก็เริ่มมีวิวัฒนาการเครื่องชงกาแฟที่ไม่ใช้มือในครั้งเริ่มแรกเครื่องเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ปั๊มไฮดรอลิกธรรมดา ในรุ่นปัจจุบันหม้อน้ำร้อนได้ถูกแยกจากถังเก็บน้ำหลักโดยควบคุมอุณหภูมิและความดันของน้ำด้วยความแม่นยำด้วยความไฮเทคของปลายศตวรรษที่ 20 และแล้วเครื่องชงเอสเปรสโซก็เป็นระบบดิจิทัล

ใส่ฟองนม Frothed Milk เอสเปรสโซ่ เป็นกาแฟที่เข้มข้น คนทางยุโรปนิยมดื่มผสมกับนม และถ้านมที่ใส่ลงในเอสเปรสโซเย็นจะทำให้กาแฟอุณหภูมิลดลงเย็นทำให้เสียรสชาติ ประมาณปี ค.ศ. 1901 ในช่วงแรกๆของยุคเครื่องชงเอสเปรสโซ่ มีคนคิดได้ว่าไอน้ำที่เก็บไว้เปล่าๆที่เครื่องชง Bezzera มันสามารถนำมาอุ่นนมได้ จึงมีการต่อหัวฉีดมาจากถังเก็บไอน้ำมาเพื่ออุ่นนม โดยนำหัวฉีดจุ่มลงไปในเหยือกนมและปล่อยวาล์วให้ความดันไอน้ำลงมาในเหยือกนมทำให้นมร้อนขึ้นและเกิดเป็นฟองทำให้ดูน่ากิน และน่าดึงดูดใจ

เอสเปสโซ หลากหลายศิลปะและสไตล์ในการปรุงแต่ง

เอสเปรสโซมันไม่ได้เป็นแค่กรรมวิธีการชงกาแฟ ตั้งแต่เทคโนโลยีการชงกาแฟเอสเปรสโซได้ถูกนำมาใช้นอกอิตาลีจากเอสเปรสโซธรรมดาก็ถูกปรุงแต่งประยุกต์ออกไปหลากหลายแบบหลายสไตล์ในการดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ เริ่มต้นด้วยส่วนประกอบที่ง่ายๆด้วยกาแฟที่ชงด้วยวิธีแบบเอสเปรสโซผสมกับนมนี่นับเป็นประเภทที่นิยมที่สุด และต่อๆมาก็มีการใส่รสใส่กลิ่นด้วยส่วนผสมอย่างอื่นๆอีก เช่น ชอคโกแลต อย่างในอเมริกาก็มีการผสมน้ำเชื่อมในการปรุงแต่งด้วย เราสามารถแยกแยะและอธิบายสไตล์การปรุงกาแฟแบบเอสเปรสโซได้ประมาณ 3 แบบหลักๆคือ แบบอิตาเลี่ยนดั้งเดิม แบบอิตาเลียน-อเมริกัน และแบบอเมริกัน

อิตาเลี่ยนคลาสสิค มีเครื่องดื่มที่เป็นเมนูหลักอยู่สองเมนูคือ เอสเปรสโซเพียวๆถ้วยเล็กๆ และคาปูชิโน กาแฟเอสเปรสโซราดด้วยนมอุุ่นๆและฟองนม และมีอีกอย่างหนึ่งที่คล้ายลาเต้ของอเมริกันคือเครื่องดื่มที่เรียกว่า ลาเต้มัคคิอาโต้  latte macchiato เป็นนมหรือฟองนมที่ใส่มาในแก้วทรงสูงและเทราดด้วยเอสเปรสโซเล็กน้อย ทำให้เห็นเป็นรอยด่างบนนมอุ่นหรือฟองนม ซึ่งพบเห็นไม่มากในบาร์กาแฟของอิตาเลี่ยน และแก้วที่ใช้เสิร์ฟก็เล็กกว่าลาเต้แบบอเมริกันคือขนาด 6 -10 ออนซ์ไม่ใช่ขนาด 16 ออนซ์ เครื่องดื่มที่เป็น Caffe Latte จะไม่มีอยู่ในเมนูกาแฟของร้านกาแฟอิตาเลี่ยนยกเว้นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวอเมริกันอยู่มาก  อย่างไรก็ตามในบ้านของชาวอิตาลีเครื่องดื่มที่เรียกว่า caffe latte อาจทำด้วยกาแฟธรรมดาจากโรงอาหารและนมที่อุ่นบนเตา

นอกเหนือจากเครื่องดื่มเอสเปรสโซแล้วในบาร์หรือร้านกาแฟของชาวอิตาลีแล้วยังประกอบไปด้วยพวกเบเกอรี่และช๊อคโกแลตร้อนเอาไว้บริการด้วย ซึ่งเครื่องดื่มประเภทนี้จะเสริฟมาพร้องกับวิปครีม อย่างไรก็ตามเครื่องดื่มที่ผสมช็อคโกแลตร้อนและเอสเปรสโซที่คล้ายกับ American caffe Mocha จะไม่มีให้บริการในบาร์และคาเฟ่ของอิตาลี 

อิตาเลี่ยนอเมริกัน เอสเปสโซ เครื่องดื่มประเภทนี้ได้พัฒนาการในชุมชนของชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลี่ยนในช่วง ค.ศ. 1920 ถึง 1940 และเคลื่อนย้ายกระจายเข้าสู่กลุ่มพวกศิลปินและชุมชนมหาวิทยาลัยผ่านร้านกาแฟแบบอเมริกัน มีการแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาในช่วง ปี ค.ศ. 1950 และกลายเป็นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในช่วงปี ค.ศ. 1960 นั่นเป็นโลกของร้านกาแฟเล็กๆที่มีการคั่วบดเอง และในปัจจุบันได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมกาแฟของอเมริกัน

เอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยนอเมริกันนี้ ดูเหมือนเครื่องดื่มอิตาเลี่ยนแบบร่วมสมัยมีเมนูให้เลือกหลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะ คาเฟลาเต้และคาเฟมอคค่า หรือช็อกโกแลตผสมเอสเปรสโซ การเสิร์ฟก็จะมีปริมาณที่มากกว่า และการเสิร์ฟเอสเปรสโซเพียวๆก็มากกว่า แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างกันมากกว่าอย่างอื่นคือสไตล์ของกาแฟ ในอเมริกากาแฟคุณภาพสูงอย่างอาราบีก้ามีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายกว่าทางยุโรปดังนั้น การผสมกาแฟจึงออกแหลมๆและมีกลิ่นฉุนกว่าทางอิตาลีซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าและนักดื่มกาแฟเอสเปรสโซมักไม่ชอบผสมนม จึงมีการผสมผสานที่นุ่มนวลและมีรสชาติที่เบากว่าโดยใช้กาแฟบราซิลที่ปลูกในระดับความสูงไม่มากที่ความนุ่มนวลกว่าและเมล็ดกาแฟโรบัสต้าที่รสอ่อนโยนมีที่เนื้อหนากว่ามาผสม

อเมริกัน เอสเปรสโซ การขยายตัวของการดื่มเอสเปรสโซแบบอเมริกันสมัยใหม่มีหลักฐานชัดเจนคือที่ซีแอตเทิล ซึ่งนักดื่มเอสเปรสโซสามารถสั่งกาแฟเอสเปรสโซให้เพิ่มปริมาณถึง 3 เท่าของแบบดั้งเดิมหรือขนาดเท่ากับแก้วมิลค์เชคก็ยังได้ และบางทียังสามารถใส่ไซรับ มิ้นท์ และเครื่องปรุงแต่งอีกหลายชนิดเข้าไปได้ มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่นม ซึ่งเป็นการปรุงแต่งแบบสมัยใหม่ จากร้านกาแฟแบบดั้งเดิมสไตล์อิตาเลี่ยน และสไตล์อเมริกันอิตาเลียน ที่เป็นบาร์เล็กๆ มีโต๊ะ มีหนังสือพิมพ์ มีอาหารเบาๆแบบอิตาเลียน ก็กลายเป็นรถเข็นกาแฟเอสเปรสโซซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซีแอตเทิล

รถเข็นกาแฟเอสเปรสโซไม่ได้เสิร์ฟกาแฟใส่แก้วมาพร้อมจานรองแก้ว แต่เป็นถ้วยแบบใช้แล้วทิ้ง อาจจะทำด้วยกระดาษหรือโฟมแบบย่อยสลายได้ มันเป็นวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปของการดื่มเอสเปรสโซซึ่งนับวันก็จะเป็นแบบไม่เป็นทางการเพิ่มขึ้น ลูกค้าของกาแฟเอสเปรสโซรถเข็นมีทั้งชาวบ้านทั่วไปแถวนั้น พนักงานออฟฟิศ นักศึกษา ศิลปิน กวี ศาสตราจารย์ เสมียน เจ้านาย ใครๆก็ดื่มได้เอสเปรสโซรถเข็น ในปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นฟู๊ดทรักไปแล้ว

เมนูเอสเปรสโซแบบดั้งเดิม

เอสเปสโซในแบบดั้งเดิมของชาวอิตาเลี่ยน และแบบอิตาเลี่ยน-อเมริกัน มีเมนูหลักๆพอที่จะอธิบายได้ดังนี้

เอสเปรสโซ Espresso ธรรมดาๆ แบบอิตาเลี่ยนจะเสิร์ฟด้วยปริมาณ 1 ใน 3 และแบบอเมริกันจะเสริฟปริมาณ 2 ใน 3 ของแก้วเอสเปสโซ (Demitasse (เดม – อี – ทาส) เป็นภาษาฝรั่งเศส “ครึ่งถ้วย” ถ้วยกาแฟขนาดเล็กนี้บรรจุของเหลวได้ประมาณ 2 ถึง 3 ออนซ์ (60 ถึง 90 มิลลิลิตร) มีขนาดครึ่งหนึ่งของถ้วยกาแฟทั่วไปจึงมีชื่อว่า “half cup”) หรือปริมาณ 1 ถึง 2 ออนซ์ และเป็นกาแฟดำมักจะดื่มกับน้ำตาล

Espresso Romano อิตาเลี่ยนอเมริกัน เป็นเอสเปรสโซที่เสิร์ฟพร้อมกับเลมอนฝาน

Espresso Ristretto อเมริกัน, Corto อิตาเลี่ยน และ Short แปซิฟิคนอร์ทเวส เป็นการชงกาแฟด้วยปรัชญาที่ว่า “small is beautiful” ด้วยการชงกาแฟด้วยการสกัดให้ไหลในเวลาสั้นๆ ได้กาแฟแค่ 3/4 ออนซ์หรือน้อยกว่า 1 ใน 3 ของถ้วยเดมอีทาส กาแฟที่ได้จะมีความหนาแน่นและหอมกว่าปกติ

Espresso Lungo อเมริกัน อิตาเลี่ยน Long แปซิฟิคนอร์ทเวส เป็นการชงกาแฟที่มีการสกัดที่นานกว่าได้เอสเปรสโซปริมาณ 2 ใน 3 ของถ้วยเดมอีทาสหรือมากกว่านั้น

Espresso con Panna เป็นเอสเปรสโซที่เสิร์ฟด้วยขนาด 1 หรือ 2 เท่าของปกติ แล้วราดด้วยวิปครีมในถ้วยขนาด 6 ออนซ์ และปกติจะโรยด้วยผงช๊อคโกแลตแบบไม่หวานเล็กน้อย

Double อเมริกัน, Doppio อิตาเลียน เป็นการเสิร์ฟเอสเปรสโซ 2 เท่าของเอสเปรสโซ่มาตรฐาน  straight espresso หรือ 2.5 ออนซ์ในแบบอิตาเลี่ยน และ 3 – 5 ออนซ์ในแบบอเมริกัน ชงด้วยเม็ดกาแฟบดในปริมาณ 2 เท่าของการชงปกติในการชงเสิร์ฟครั้งเดียว

คาปูชิโน เป็นเอสเปรสโซ่ 1 1/4 ออนซ์ในแบบอิตาเลี่ยนและ 2 ออนซ์ในแบบอเมริกัน ราดด้วยนมร้อนและฟองนม สำหรับเมนู อิตาเลียน – อเมริกันคลาสสิค จะประกอบไปด้วย เอสเปรสโซ ปริมาณ 1 ใน 3 นมร้อน 1/3 ฟองนม 1/3 เสิร์ฟมาในแก้วขนาด 6 ออนซ์ ในอิตาลีจะไม่ตีนมให้เป็นฟองละเอียดแบบในสหรัฐอเมริกา จะเป็นฟองที่หนักกว่าและจับตัวเข้ากับกาแฟไม่ได้ลอยตัวอยู่ข้างบนเหมือนแบบอเมริกัน เช่นเดียวกับเอสเปรสโซส่วนมาก คาปูชิโนมักจะดื่มกับน้ำตาล

Caffe Latte, Latte เฉพาะอเมริกัน เมนูประกอบด้วย 1 ถึง 2 ช๊อต และนมร้อนประมาณ 3 เท่าในแก้วปากกว้างและราดด้วยฟองนม Caffe latte ลาเต้มีปริมาณสัดส่วนของนมต่อกาแฟมากกว่าคาปูชิโน มีรสชาติของกาแฟอ่อนกว่า มีความเป็นนมมากกว่า และนมและกาแฟควรเทพร้อมกันจากทางด้านข้างแก้วด้านใดด้านหนึ่ง

เอสเปรสโซมัคคิอาโต้ การเสิร์ฟเอสเปรสโซ “ย้อมสี” (มัคคิอาโต้) พร้อมนมฟองร้อนปริมาณเล็กน้อย เสิร์ฟในกาแฟเอสเปรสโซตามปกติ

ลาเต้มัคคิอาโต้ ในแก้วจะถูกใส่ไว้ด้วยนมร้อนและฟองนมในการเสิร์ฟจะค่อยๆเทเอสเปรสโซลงไปในฟองนมและนมร้อนจะทำให้มองเห็นเป็นรอยด่างของกาแฟติดอยู่บนฟองนม ซึ่งต่างจากคาปูชิโนที่ราดนมและฟองนมลงบนกาแฟ และลาเต้ที่เทนมและกาแฟลงไปพร้อมกัน ซึ่ง ลาเต้มัคคิอาโต้ เป็นการเทเอสเปรสโซลงไปในนมร้อนและฟองนมเมื่อมองผ่านแก้วไปจะมองเห็นเป็นชั้นๆ

Latte Macchiatto
Coffee photo created by KamranAydinov – www.freepik.com

Caffe Mocha เฉพาะสหรัฐอเมริกา เอสเปรสโซสไตล์อิตาเลียน – อเมริกันคลาสสิก caffe Mocha คือเอสเปรสโซหนึ่งช๊อตปกติ(ประมาณ 1 1/4 ออนซ์) ผสมกับช็อคโกแลตร้อนที่เข้มข้นมากประมาณ 2 ออนซ์ราดด้วยนมฟองร้อน นมจะถูกเติมเป็นครั้งสุดท้ายและมักจะเสิร์ฟในแก้วขนาด 8 ออนซ์ มอคค่าไม่ปรากฏในเมนูเอสเปรสโซของอิตาลีแม้ว่าเครื่องดื่มดังกล่าวอาจมีพื้นฐานมาจากเครื่องดื่มช็อกโกแลตกาแฟต่างๆที่เคยเป็นที่นิยมในภาคเหนือของอิตาลี

เมนูเอสเปรสโซแบบอเมริกัน

คนอเมริกันเริ่มหันมาสนใจเอสเปรสโซคลาสสิคและประดิษฐ์เป็นวัฒนธรรมตัวเองด้วยเพราะว่าเอสเปรสโซแบบอิตาเลี่ยนและอิตาเลี่ยน-อเมริกันแบบคลาสสิกที่มีขนาดปริมาณน้อยและเรียบง่ายไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตนเองที่ต้องการปริมาณขนาดใหญ่และปรุงแต่งด้วยอย่างอื่นๆด้วย การสร้างสรรค์แบบนี้ส่วนมากเริ่มที่ซีแอตเทิลที่ซึ่งมีความหลงใหลในกาแฟอิตาเลียน

อเมริกาโน่ คือเอสเปรสโซ 1 ชอตมาตรฐาน 1 1/4 ออนซ์แล้วเติมน้ำให้เป็น 5 ถึง 6 ออนซ์ ไม่ใช่ใช้น้ำ 6 ออนซ์ชงกาแฟบด 1 ถ้วยซึ่งจะทำให้กาแฟขมและเจือจาง

ดับเบิ้ลคาปูชิโน่ ประกอบด้วยกาแฟเอสเปรสโซไม่เกิน 3 ออนซ์ที่ชงด้วยกาแฟบดปริมาณมากกว่าปกติ 2 เท่าราดด้วยน้ำร้อนและฟองนมประมาณ 3 ถึง 5 ออนซ์โดยเน้นที่ฟองนม โดยปกติจะเสิร์ฟในถ้วยหรือแก้วขนาด 8-10 ออนซ์

ทริปเปิ้ลคาปูชิโน่ เป็นคาปูชิโน่แบบธรรมดา 3 แก้วที่ชงมาจากกาแฟบด 3 เท่าของปกติ เสิร์ฟมาในแก้วขนาด 12 – 16 ออนซ์ หมายเหตุมันอาจไม่ดีต่อสุขภาพ

ดับเบิ้ลคาเฟลาเต้ ปริมาณกาแฟบดจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าและปริมาณกาแฟที่ชงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยปกติปริมาณของนมร้อนและฟองจะยังคงเท่ากันกับในคาเฟลาเต้แก้วเดียวหรือเพียงพอที่จะเติมในแก้ว 16 ออนซ์ ดับเบิ้ลคาเฟลาเต้จะมีรสชาติที่เข้มข้นกว่าแบบธรรมดาด้วยปริมาตรที่เท่าๆกัน เหมือนกับคาเฟลาเต้ธรรมดาฟองนมก็ยังมีสัดส่วนเดียวกันและเมนูนี้ก็ยังมีลักษณะของเครื่องดื่มที่เป็นนมอยู่

ทริปเปิ้ลคาเฟลาเต้ เป็นคาเฟลาเต้ที่เข้มข้นมาก ทำจากเอสเปรสโซขนาดสามเท่าของปกติที่ชงด้วยกาแฟบดสามเท่าพร้อมกับนมร้อนและฟองที่เพียงพอสำหรับเติมแก้ว 16 ออนซ์

Mocha Latte เป็นคลาสสิคมอคค่าที่มาในเวอร์ชั่นที่สูงขึ้นและมีความเป็นนมมากขึ้น สัดส่วนคือ 1 ส่วนเอสเปรสโซเข้มข้น 1 ส่วนชอคโกแลตที่เข้มข้น และ 3 ส่วนเป็นนมและฟองนม สัดส่วนนี้รู้สึกเหมือนว่าเครื่องดื่มนี้จะเป็นนมมากกว่า

คาเฟลาเต้ปรุงรส เป็นเครื่องดื่มเอสเปสโซอเมริกันที่ดัดแปลงไปจากของเดิมที่สุด จากกาแฟลาเต้ธรรมดาอาจกลายร่างไปเป็น ช๊อคโกแลต มิ้นท์ ลาเต้ ,  เกรนาดีนลาเต้ , เชอร์รี่ลาเต้ หรืออีกหลากหลายน้ำเชื่อมที่ผสมลงไปในลาเต้ สัดส่วนของน้ำเชื่อมที่ถูกต้องจะอยู่ประมาณ 1/2 – 1 ออนซ์ที่ผสมลงในเอสเปรสโซขนาดมาตรฐาน และมีนมประมาณ 8 ออนซ์ อย่างไรก็ตามก็ควรจัดสัดส่วนให้เหมาะสมระหว่างเอสเปรสโซ นมร้อน และน้ำเชื่อม

คาปูชิโน่เย็น เอสเปรสโซ 1 ชอต หรือ 2 ชอต เทลงไปในน้ำแข็งบด ราดด้วยนมเย็น 1 ถึง 2 ออนซ์ และปิดหน้าด้วยฟองนมเย็น เป็นเครื่องที่เหมาะสำหรับวันที่อากาศร้อน

เอสเปรสโซกรานิต้า Espresso Granita แบบอิตาเลียน – อเมริกันดั้งเดิมทำโดยการแช่แข็งเอสเปรสโซเข้มข้นไม่หวานหรือรสหวานเล็กน้อยจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง (แต่ยังแข็งไม่มาก) นำออกจากช่องแช่แข็งแล้วก็คนๆให้แตกจากกันแล้วใส่กลับในช่องแช่แข็งอีกครั้ง ทำซ้ำขั้นตอนนี้จนกว่าจะได้ความสม่ำเสมอของเกล็ดน้ำแข็ง น้ำแข็งสีเข้มที่เข้มข้นนี้เสิร์ฟในแก้วพาร์เฟต์ (แก้วทรงสูงที่ใส่ไอสครีม) หรือจานใส่ซันเดย์ราดด้วยวิปครีมรสหวานเล็กน้อย

กรานิต้าลาเต้ หรือ Frappucino สตาร์บัคส์ ในปัจจุบันนี้กรานิตร้าเป็นที่นิยมมากในสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องดื่มที่มาด้วยแก้วทรงสูงที่เป็นปั่นผสม เอสเปรสโซ่ นม น้ำตาล และบางทีอาจมีวนิลาผสมด้วย ดีที่สุดของ กรานิต้าลาเต้ นี้คือการทำสดใหม่ปั่นตามออร์เดอร์ มันเย็นและมีความหอมของเอสเปรสโซที่ชงสดใหม่ เป็นเครื่องดื่มที่ยอดเยี่ยมในช่วงฤดูร้อน

เรื่องราวของเอสเปรสโซยังไม่ได้จบแต่เพียงแค่นี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกในการที่จะเป็นเอสเปรสโซ การคั่ว การผสม การบด การชง ล้วนแต่มีกรรมวิธีที่พิถีพิถัน เพราะเอสเปรสโซเป็นเครื่องดื่มที่สามารถนำไปปรับแต่งแตกแขนงไปเป็นเครื่องดื่มอีกหลายๆเมนู

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.