มีการค้นพบว่าไขมันหรือน้ำมันที่เกิดจากการนำสัตว์มาบูชายันไหลมาผสมกับน้ำและขี้เถ้าที่เกิดจากการนำไม้มาเผาซากสัตว์ แล้วซึมผ่านลงไปสะสมตัวในชั้นดินเป็นตัวการที่ทำให้การซักผ้าสะอาดขึ้น นี่คือปฐมบทของการค้นพบปฏิกิริยาเคมีของสบู่ ซาปองนิฟิเคชั่น (Saponification)

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อ 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช หญิงสาวชาวโรมันได้นำผ้าลงไปซักล้างในลำธารไทเบอร์ (Tiber River) ซึ่งอยู่ในบริเวณกรุงโรมนั่นเอง ได้สังเกตเห็นว่าผ้าที่นำมาซักในบริเวณนี้จะรู้สึกว่าสะอาดดีกว่าไปซักในบริเวณอื่นๆ ในบริเวณที่ใกล้ๆกันกับลำธารแห่งนี้มีเนินเขาแห่งหนึ่งชื่อว่า เนินเขาซาโป ซึ่งในสมัยนั้นใช้เป็นสถานที่สำหรับบูชายันต์ และการบูชายันต์ก็มักจะสังเวยด้วยชีวิตสัตว์ ซากสัตว์เหล่านี้จะถูกนำไปเผาหลังจากมีพิธีกรรมเสร็จแล้ว จากการเผานี้เองทำให้ไขมันของสัตว์เหล่านั้นละลายออกมาและไหลไปผสมกับน้ำและขี้เถ้า ชาวบ้านสังเกตเห็นว่าในบริเวณที่ซักผ้านั้นเป็นที่ซึ่งมีน้ำไหลลงมาจากเนินเขาซาโปและซึมผ่านชั้นดินลงมา เมื่อนำผ้าไปซักในบริเวณนั้นจะพบว่าผ้าสะอาดดีกว่านำไปซักในที่อื่น ต่อมามีการค้นพบว่าไขมันหรือน้ำมันที่เกิดจากการนำสัตว์มาบูชายันไหลผสมน้ำและขี้เถ้าที่เกิดจากการนำไม้มาเผาซากสัตว์ แล้วซึมผ่านลงไปสะสมตัวในชั้นดินเป็นตัวการที่ทำให้การซักผ้าสะอาดขึ้น นี่คือปฐมบทของการค้นพบปฏิกิริยาเคมีของสบู่ ซาปองนิฟิเคชั่น (Saponification)

ปฏิกิริยาทางเคมีพื้นฐานของสบู่

จะเห็นได้ว่าการค้นพบของชาวโรมันเกี่ยวกับสบู่มันเป็นเรื่องของปฏิกิริยาทางเคมีง่ายๆ คือ กรดทำปฏิกิริยากับด่างซึ่งจะได้เกลือก็คือสบู่นั่นเอง แต่กรดอะไรกับด่างอะไรที่ทำให้เกิดเกลือที่เรียกว่าสบู่นี้ ซึ่งได้ข้อสรุปจากชาวโรมันว่ามันคือกรดไขมันกับด่างนั่นเอง

เริ่มต้นพิจารณาที่น้ำมันก่อน น้ำมันหรือไขมันก็คือการรวมตัวกันของสารประกอบ Triglycerides ในตัว Triglyceride นี้ประกอบไปด้วย กรดไขมัน (Fatty acid) 3 โมเลกุลจับกับกลีเซอรอล (Glycerol) 1 โมเลกุล เช่น Olein (เป็น Triglycerid ตัวหนึ่ง) ประกอบไปด้วยกรด Oleic 3โมเลกุลจับกับ Glycerol 1 โมเลกุล ซึ่งตัวกรดไขมันนี้ก็จะประกอบไปด้วยอะตอมของไฮโดรเจน, ออกซิเจน และคาร์บอน หลายๆตัวมารวมกัน ตัวอย่างกรดไขมัน Oleic จะประกอบไปด้วย คาร์บอน 18 อะตอม ไฮโดรเจน 34 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอม ส่วนมากแล้ว Triglyceride จะประกอบไปด้วยกรดไขมันสองถึงสามตัว

อีกองค์ประกอบหนึ่งของสบู่คือด่าง ด่างที่ใช้ทำสบู่ในกระบวนการ Cold Process นี้ส่วนมากใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ซึ่งก็คือโซดาไฟนั่นเอง โซเดียมไฮดรอกไซด์ประกอบด้วย 1 โซเดียมอิอนกับ1ไฮดรอกไซด์อิออน ซึ่งไฮดรอกไซด์อิออนก็จะประกอบไปด้วยไฮโดรเจน 1 อะตอมและออกซิเจน 1 อะตอม ในปฏิกิริยาทางเคมีของการทำสบู่เราต้องการไฮดรอกไซด์อิออนไปทำปฏิกิริยากับกรดไขมันไม่ได้ต้องการโซเดียมอิออน ดังนั้นด่างชนิดอื่นๆก็ใช้ได้เหมือนกันเช่นโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์

ตัวแปรที่ทำให้เกิดกระบวนการ Saponification ของน้ำมันหรือไขมันและด่าง คือการคนอย่างเร็ว (ปั่น) ในกระบวนการแบบ Cold Process หรือใช้ความร้อนช่วยเช่นการทำสบู่แบบ Hot process และระยะเวลา เมื่อน้ำมันหรือไขมัน (Triglycerides) กับด่าง (โซเดียมไฮดรอกไซด์) ทำปฏิกิริยากันแล้วผลที่ได้รับคือ กรดไขมันจะแยกตัวไปจับกับไฮดรอกไซด์อิออนกลายเป็นสบู่ และยังคงเหลือกลีเซอรินไว้ในสบู่อีกด้วย ตัวกลีเซอรินนี้เองที่ทำให้สบู่แฮนด์เมดแบบ Cold Processและ Hot Process มีลักษณะเด่นคือทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและนุ่มเนียน

banner-overlay-youtube_white-radis-soap

saponification
ปฏิกิริยเคมีของสบู่ Saponification

คุณภาพและคุณลักษณะของสบู่แฮนด์เมด

คุณลักษณะเด่นๆของสบู่ก้อนที่เราต้องการก็คือ ความแข็งของสบู่, ฟองแบบโฟม, ฟองแบบครีม ความนุ่มเนียน เป็นต้น คุณสมบัติต่างๆเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กับกรดไขมันในน้ำมันแต่ละชนิด ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดก็จะประกอบด้วยกรดไขมันที่แตกต่างกันไปหลายชนิด และจะให้คุณสมบัติตามกรดไขมันที่มีปริมาณมากในน้ำมันชนิดนั้น เช่นน้ำมันปาล์ม ประกอบไปด้วยกรด Palmitic acid 40.1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้จะแสดงลักษณะเด่นคือทำให้สบู่มีความแข็งมากขึ้นดังนั้นถ้าต้องการให้สบู่แข็งมากขึ้นก็ต้องใส่กรดไขมันชนิดนี้ลงในส่วนผสมในปริมาณที่มากขึ้นด้วย  เมื่อเราทราบว่าคุณสมบัติของกรดไขมันแต่ละชนิดว่ามีผลต่อคุณสมบัติของสบู่อย่างไรเราก็สามารถออกแบบเพื่อที่จะผสมน้ำมันแต่ละชนิดเพื่อให้ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ และก็สามารถทำนายคุณลักษณ์ของสบู่ได้เลย

Lemon Tea Soap
Lemon Tea Soap >>Ganj<<
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำสบู่หาซื้อได้ใน ลาซาด้า

Bosch เครื่องปั่นอาหารแบบมือถือ รุ่น MSM64110 (สีขาว/ แดง)
Bosch เครื่องปั่นอาหารแบบมือถือ รุ่น MSM64110 (สีขาว/ แดง) ราคา 1990 บาท จากลาซาด้า
Electronic Kitchen Scale เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร รุ่น SF-400 เครื่องชั่งดิจิตอล 10000 g. (สีขาว)
Electronic Kitchen Scale เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร รุ่น SF-400 เครื่องชั่งดิจิตอล 10000 g. (สีขาว)
Otto หม้อตุ๋น - รุ่น SC-204 ขนาด 6.5 ลิตร
Otto หม้อตุ๋น – รุ่น SC-204 ขนาด 6.5 ลิตร ราคา 859 บาท ที่ลาซาด้า
Pyrex Measuring Cup ถ้วยตวงแก้วขนาด 500 ml. รุ่น P-00-516N (สีแดง)
Pyrex Measuring Cup ถ้วยตวงแก้วขนาด 500 ml. รุ่น P-00-516N (สีแดง) ราคา 442 บาท จากลาซาด้า

ตารางส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดต่างๆในน้ำมันแต่ละชนิดที่สำคัญดังตารางข้างล่างนี้

ชนิดน้ำมัน
ปริมาณและชนิดของกรดไขมันคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
1)Castor Oil (น้ำมันละหุ่ง) Risinoleic 44.1%,Oleic 7.4%,Linoleic3.1%,Lauric Myristic Palmitic Stearic 2.4%
2)Coconut Oil (น้ำมันมะพร้าว) Lauric 45.4%,Myristic 18%,Palmitic 1.5%,Capric 8.4%,Oleic 7.5%,Capryli 5.4%,Caproic 0.8%,Arachidic 0.4%,Palmitoleic 0.4%,Linoleic (trace)
3)Olive Oil (น้ำมันมะกอก) Oleic 84.4%,Palmitic 6.9%,Linoleic 4.6%,Stearic 2.3%,Arachidic 0.1%,Miristic trace
4)Palm Oil (น้ำมันปาล์ม) Oleic 42.7%,Palmitic 40.1%,Linoleic 10.3%,Stearic 5.5%,Myristic 1.4%
5)Soybean Oil(น้ำมันถั่วเหลือง) Linoleic 50.7%, Oleic 28.9%,Palmitic 9.8%,Linolenic 6.5%,Stearic 2.4%,Arachidic 0.9%,Palmitoleic 0.4%,Lauric 0.2%,Myristic 0.1%, C14 monoethenic 0.1%

 

 

ตารางแสดงกรดไขมันชนิดต่างๆสัมพันธ์กับคุณสมบัติของสบู่แฮนด์เมด

กรดไขมัน
ความแข็ง
ความสะอาด
ฟอง
ครีม
นุ่มชุ่มชื่น
Lauric X X X
Palmitic X X
Stearic X X
Ricinoleic X X
Oleic X X
Linoleic X X

 

ความสัมพันธ์ของมวลโมเลกุลของกรดไขมันกับคุณสมบัติของสบู่แฮนด์เมด โดยทั่วไปแล้วกรดไขมันที่มีมวลโมเลกุลมากมักจะมี ความแข็งมาก ฟองน้อย และมีความสามารถในการทำความสะอาดต่ำ แต่ในทางกลับกันก็จะมีความเป็นครีมสูง และให้ความนุ่มนวล อ่อนโยนต่อผิว ไขมันที่มีมวลโมเลกุลมากค่า SAP จะต่ำ

 

ตารางแสดงมวลโมเลกุลของกรดไขมันแต่ละชนิด

กรดไขมัน
สูตรเคมี
มวลโมเลกุล
Butyric C4H8O2 88
Capric C10H20O2 172
Crapoic C6H12O2 116
Lauric C12H24O2 200
Linoleic C18H32O2 280
Myristic C14H28O2 228
Oleic C18H34O2 282
Palmitic C16H32O2 256
Ricinoleic C18H34O2 298
Stearic C18H36O2 284

 

ค่า Iodine Value ในทางเคมีหมายถึงปริมาณของ Iodine เป็นกรัมที่สามารถละลายในน้ำมัน 100 กรัมได้หมด ค่า Iodine Value นี้จะใช้ในการหาปริมาณของกรดไขมันไม่อิ่มตัวของน้ำมันหรือไขมัน เช่นน้ำมันชนิดใดมีค่า Iodine Value สูงก็จะประกอบไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวสูง ตัวอย่างเช่น น้ำมันมะพร้าวมีค่า Iodine Value ต่ำประมาณ 7-12 กรัมก็หมายความว่าน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ในการทำสบู่ถ้าน้ำมันที่เราใช้มีค่า Iodine Value ต่ำ สบู่จะค่อนข้างแข็งหรือเรียกว่าสบู่แข็ง แต่สบู่ใดที่ทำมาจากน้ำมันที่มีค่า Iodine Value สูง สบู่นั้นก็จะเป็นสบู่อ่อน ดังนั้นเราจึงสามารถผสมผสานน้ำมันให้ได้สบู่ที่มีคุณสมบัติพอเหมาะโดยใช้ตาราง Iodine Value

 

ตารางแสดงค่า Iodine Value ของน้ำมันหรือไขมัน

น้ำมันหรือไขมัน
ค่า Iodine Value คิดกรัมต่อน้ำมัน 100 กรัม
Coconut Oil 10.4
Castor Oil 85.5
Olive Oil 81.1
Palm Oil 54.2
Palm Kernel Oil 37.0
Soybean Oil 130
Wheatgerm Oil 125
Jojoba Oil 85
Sweet Almond Oil 105
Avocado Oil 80

 

Sweet Heart Soap
Sweet Heart Soap >>Ganj<<

การคำนวณโซดาไฟ (Sodium Hydroxide หรือ Lye) สำหรับสบู่แฮนด์เมด

ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า สบู่ผลของเป็นปฏิกิริยาทางเคมีของกรดไขมันและด่าง ในการทำสบู่แฮนด์เมดแบบ Cold process เรานิยมใช้ด่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ดังนั้นเราจะต้องมาคำนวณปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เหมาะสมสำหรับทำสบู่

น้ำมันหรือไขมันแต่ละชนิดจะมีค่า Saponification (SAP) แตกต่างกันไป ซึ่งค่า SAP นี้หมายถึงปริมาณของด่างโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) เป็นมิลลิกรัมที่สามารถทำปฏิกิริยากับ Triglyceride (น้ำมันหรือไขมัน) ปริมาณ 1 กรัมจนสมบูรณ์ เรียกปฏิกิริยานี้ว่า Saponification ยกตัวอย่างเช่นน้ำมันมะพร้าวมีค่า SAP เท่ากับ 268 หมายความว่า ต้องใช้ KOH 268 มิลลิกรัมจึงจะทำให้ปฏิกิริยา Saponification กับน้ำมันมะพร้าว 1 กรัมได้สมบูรณ์ ซึ่งค่า SAP นี้จะขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุลของกรดไขมันในน้ำมันหรือไขมัน (Triglycerides) โดยค่าของ SAP จะแปรผกผันกับมวลโมเลกุลของกรดไขมัน คือถ้าค่า SAP ต่ำแสดงว่าน้ำมันมีกรดไขมันที่มีมวลโมเลกุลสูงรวมอยู่ด้วยจำนวนมาก

 

ตารางแสดงค่า SAP ของน้ำมันชนิดต่างๆ

น้ำมันหรือไขมัน
ค่า SAP
Cator Oil* 180.3
Coconut Oil 268
Olive Oil 189.7
Palm Oil 199.1
Palm Kernel Oil 219.9
Soybean Oil 190.6
Wheat germ Oil 185
Jojoba Oil 97.5
Sweet Almond Oil 192.5
Avocado Oil 187.5
Shea butter 180

 

*หมายเหตุ น้ำมันละหุ่ง (Castor Oil) เป็นน้ำมันที่มวลโมเลกุลค่อนข้างสูงทำให้ต้องการด่างในการทำปฏิกิริยาจำนวนที่สูงตามมาด้วย ในการทำสบู่ถ้ามีความจำเป็นจะต้องใช้น้ำมันละหุ่งเกิน 15% มีข้อแนะนำว่าให้ใช้ค่า Super Fat ที่ประมาณ 5%

เนื่องจากค่า SAP เป็นค่าที่คำนวณมาจากความต้องการ KOH เพื่อที่จะทำให้ปฏิกิริยา Saponification สมบูรณ์ แต่เมื่อเราต้องการที่จะใช้ด่างประเภท NaOH (โซเดียมไฮดรอกไซด์) เนื่องจากมวลโมเลกุลของ NaOH เท่ากับ 40 ซึ่งเบากว่า KOH ซึ่งหนัก 56.1 ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องแปลงค่าจากน้ำหนักของ KOH ให้เป็นน้ำหนักของ NaOH โดยการคูณด้วย 40/56.1 กล่าวคือน้ำหนักของ NaOH = (40/56.1) เท่าของน้ำหนัก (KOH)

 ตัวอย่างการคำนวณ น้ำมันมะพร้าว 1 กิโลกรัมจะใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์เท่าไร

ค่า SAP ของน้ำมันมะพร้าวเท่ากับ 268 มิลลิกรัมต่อ 1 กรัม (1,000 มิลลิกรัม) ทำให้หน่วยเท่ากันคือเป็นกรัมโดยการเอา 1,000 หาร ก็จะได้ ค่า SAP 0.268 กรัมต่อน้ำมันมะพร้าว 1 กรัม

ดังนั้นถ้าใช้น้ำมันมะพร้าว 1 กิโลกรัม (1,000 กรัม) จึงต้องใช้ KOH ทั้งหมด เท่ากับ 0.268 คูณด้วย 1000 กรัม จะได้ KOH ที่จะต้องใช้เท่ากับ 268 กรัม จากนั้นเปลี่ยนน้ำหนัก KOH ไปเป็นน้ำหนัก NaOH ด้วยการ คูณด้วย 40/56.1 ก็จะได้ 191.09 กรัม สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้

ปริมาณNaOH ที่ต้องการ = ((SAP/1000)*(ปริมาณน้ำมัน))*40/56.1

สรุปนำค่า SAP หารด้วย 1,000 แล้วคูณด้วยปริมาณน้ำมันจะได้ปริมาณ KOH ที่ต้องการ จากนั้นแปลงเป็นน้ำหนักของ NaOH ด้วยการคูณด้วย 40/56.1

 ค่า Superfat

หลังจากเราทราบแล้วว่าปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์เท่าไรจึงจะทำปฏิกิริยา Saponification สมบูรณ์ แต่ในการทำสบู่นั้นคนทำสบู่ไม่ต้องการปฏิกิริยาที่สมบูรณ์ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเหลือน้ำมันหรือไขมันส่วนเกินไว้เพื่อให้สบู่มีความนุ่มนวล อ่อนโยน เก็บความชุ่มชื้นไว้ให้ผิวได้ อีกทั้งไม่ระคายเคืองต่อผิวอันเนื่องมาจากโซเดียมไฮดรอกไซด์ และยังปลอดภัยในกรณีที่การชั่งตวงวัดมีการผิดพลาดอีกด้วย ซึ่งน้ำมันที่เหลือนี้คนทำสบู่จะเรียกว่าค่า Superfat ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่จะต้องลดลงจากที่คำนวณได้เพื่อที่จะให้น้ำมันหรือไขมันยังคงเหลืออยู่ในสบู่

ปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์เท่าไรจึงเหมาะสมสำหรับการทำสบู่ ปกติผิวหนังคนเราจะมีความเป็นกรดอ่อนๆ คือมีค่า pH ประมาณ 4 – 6.75 แต่ผิวหนังของคนเราก็สามารถรับความเป็นด่างได้เล็กน้อย ถ้ามีความเป็นด่างมากเกินไปผิวหนังก็อาจเกิดระคายเคืองได้ ปริมาณของโซเดียมเท่าไรจึงจะเหมาะสมไม่มีคำตอบของตัวเลขที่แน่นอนว่าค่า Superfat ควรเป็นเท่าไร สำหรับผู้เขียนเองทดลองดูว่าตั้งแต่ 5-20 เปอร์เซ็นต์และพบว่าช่วงที่ดีที่สุดพึงพอใจที่สุดคือช่วงระหว่าง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ต้องลดลงจากการคำนวณว่าเป็นเท่าไรจะต้องมีการทดลองเองของคนทำสบู่แต่ละคนว่าพึงพอใจประมาณเท่าไรไม่มีสูตรสำเร็จ

creamy coffee Soap
Creamy Coffee Soap >>Ganj<<
การคำนวณปริมาณโซเดียมไดออกไซด์(NaOH) ในกรณีที่ใช้น้ำมันหลายๆชนิด

การทำสบู่จะต้องมีการผสมผสานน้ำมันหลากหลายชนิด ทั้งที่มีไขมันอิ่มและไขมันไม่อิ่มตัวเพื่อจะให้ได้สบู่ที่มีคุณภาพดังที่ต้องการ ดังนั้นจึงจะต้องมีวิธีการคำนวณปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ต้องใช้ ในกรณีที่ผสมน้ำมันหลายๆชนิดซึ่งแต่ละชนิดก็มีค่า SAP ต่างๆกันไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ สูตรนี้ประกอบด้วย น้ำมันมะกอก 500 กรัม น้ำมันมะพร้าว 300 กรัม น้ำมันปาล์ม 200 กรัม รวมเป็น 1 กิโลกรัมพอดี

ขั้นตอนที่ 1หาค่า SAP เฉลี่ยโดยน้ำหนัก โดยการเปลี่ยนปริมาณน้ำมันแต่ละชนิดให้เป็นเปอร์เซ็นต์เสีย จะได้ดังนี้ (ความเป็นจริงเราควรจะออกแบบส่วนผสมน้ำมันเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว) น้ำมันมะกอก 50% น้ำมันมะพร้าว 30% น้ำมันปาล์ม 20% ทำให้คำนวณง่ายขึ้นก็คือเปลี่ยนให้เป็นตัวเลขธรรมดาโดยเอา 100 หารออกจะได้ 0.5, 0.3 และ 0.2 ตามลำดับ ให้ง่ายกว่านั้น คือเอาน้ำมันรวมทั้งหมดมาหารปริมาณน้ำมันแต่ละตัวก็จะได้เหมือนกันคือ 500/1,000 = 0.5 , 300/1,000 = 0.3 และ200/1,000 = 0.2  จากนั้นก็นำค่า SAP ของน้ำมันแต่ละตัวไปคูณ ซึ่งก็คือ 189.7, 268 และ 199.1 ตามลำดับ  แล้วนำค่าที่ได้มาบวกกันก็จะได้ค่า SAP เฉลี่ยโดยน้ำหนัก ทำเป็นสูตรได้ดังนี้

(ปริมาณน้ำมันมะกอก/ปริมาณน้ำมันรวม) x ค่าSAPของน้ำมันมะกอก + (ปริมาณน้ำมันมะพร้าว/ปริมาณน้ำมันทั้งหมด) x ค่าSAPของน้ำมันมะพร้าว + (ปริมาณน้ำมันมะปาล์ม/ปริมาณน้ำมันทั้งหมด) x ค่า SAP ของน้ำมันปาล์ม = ผลเฉลี่ยค่า SAP

เมื่อแทนค่าจะได้ดังนี้ (500/1,000) x 189.7 + (300/1,000) x 268 + (200/1,000) x 199.1 = 215.07 มิลลิกรัมต่อน้ำมัน 1 กรัม

ขั้นตอนที่ 2 นำค่าเฉลี่ยของ SAP มาเปลี่ยนเป็นหน่วยเดียวกันโดยการนำ 1,000 มาหารก็จะได้ 215.07/1000 จะได้ 0.21507 จากนั้นคูณด้วยปริมาณน้ำมันทั้งหมดคือ 1,000 กรัม ก็จะได้เท่ากับ 0.21507 x 1,000 = 215.7 กรัม

ขั้นตอนที่ 3 เนื่องจากค่าที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 เป็นค่าที่คำนวณมาจากด่างที่เป็น KOH ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนจากน้ำหนัก KOH เป็น NaOH โดยนำ 40/56.1 มาคูณค่าที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 ได้ดังนี้ 215.07 x 40/56.1=153.34 กรัม

ขั้นตอนที่ 4 ลดปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ด้วยค่า Superfat สมมุติว่าเราใช้ค่า Superfat ที่ 15% เราต้องเอา 85% หรือ 0.85 (มาจาก 100 – 15) ไปคูณกับค่า NaOH จากขั้นตอนที่ 3 ก็จะได้ 153.34 x 0.85 = 130.34 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เราต้องใช้

 

สรุปได้ว่า สบู่ถูกสังเกตุเห็นโดยชาวโรมันเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นปฏิกิริยาระหว่างกรดไขมันกับด่าง คุณสมบัติ และคุณภาพของสบู่ขึ้นอยู่กับชนิดของกรดไขมันเป็นหลัก ซึ่งกรดไขมันแต่ละชนิดก็ให้คุณสมบัติแตกต่างกันไป น้ำมันแต่ละชนิดก็มีกรดไขมันแตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าเราจะทำสบู่ให้ได้คุณสมบัติ และคุณภาพที่ดีเราต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของกรดไขมันในน้ำมันแต่ละชนิดเพื่อที่ได้จะผสมผสานน้ำมันออกมาให้ได้คุณลักษณะที่ดีตามความต้องการ ซึ่งผู้ทำสบู่สามารถออกแบบได้ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ใช้ถ้าใช้มากเกินไป สบู่ก็จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนังได้ แต่ใช้น้อยเกินไปสบู่ก็จะเสียได้เช่นกัน ค่า Superfat ที่เหมาะสมที่เราจะใช้นั้นจะต้องถูกทดสอบ และทดลองให้ได้ความพึงพอใจที่สุด และไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง

browny soap
Browny Soap >>Ganj<<

 

  • link งานสบู่ทั้งหมด

ตอนที่ 1 พื้นฐานการทำสบู่แฮนด์เมด  ตอนที่ 2 การทำสบู่แฮนด์เมดแบบวิธี Melt and Pour, ตอนที่ 3 การทำสบู่แฮนด์เมดแบบ Cold Process, ตอนที่ 4 การทำสบู่แฮนด์เมดแบบ Hot Process, ตอนที่ 5 ปฏิกิริยาเคมี และคุณภาพของสบู่แฮนด์เมด, ตอนที่ 6 คุณสมบัติของน้ำมันและคุณลักษณะสบู่แฮนด์เมดที่ได้จากน้ำมันและไขมัน ตอนที่ 7 อาหารผิว ประโยชน์และวิธีใช้ในสบู่แฮนด์เมดแบบ Cold Process ตอนที่ 8 สีสันจากธรรมชาติ ในสบู่แฮนด์เมด แบบ Cold Process ตอนที่ 9 การใส่กลิ่นในสบู่แฮนด์เมด แบบ Cold Process

share this:
  • เรื่องโดย ศิริพร ศรีภูธร
  • ภาพโดย ศิริพร ศรีภูธร
  • เผยแพร่วันที่ 10 Oct 2015 @ 20:17

One Response

  1. จี

    ขอบคุณมากค่ะ สำหรับความรู้ครั้งนี้ มีประโยชน์มากค่ะ

Leave a Reply